สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
 
 
สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
ประวัติจังหวัดเชียงราย
รายนามผู้บริหาร
ทำเนียบส่วนราชการ
 
 
 
 
 

 

 

ประวัติความเป็นมา
จังหวัดเชียงราย ตั้งอยู่ในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำกก เป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ มีผู้คนเข้ามาตั้งหลักแหล่งอย่างไม่ขาดสายนับตั้งแต่สมัยต้นพุทธกาล หรือก่อนประวัติศาสตร์ จนถึงปัจจุบัน ดังจะสรุป ประวัติศาสตร์ความเป็นมาโดยแบ่งเป็นสมัยต่าง ๆ ได้ ๔ สมัย คือ

 
สมัยชุมชนโบราณก่อนประวัติศาสตร์
บริเวณที่ราบลุ่มของแม่น้ำกก เป็นศูนย์กลางที่สำคัญของชนชาติไทยและอารยธรรมไทย ตั้งแต่ก่อนพ.ศ. ๑๘๐๐ ร่องรอยที่เป็นรูปธรรมของสังคมและอารยธรรมไทยลุ่มน้ำกก ได้แก่ ซากเมืองโบราณ ที่มีอยู่เกลื่อนกลาดบนสองฝั่งแม่น้ำกก เท่าที่ค้นพบในปัจจุบันมีซากเมืองโบราณถึง ๒๗ เมือง ตั้งแต่อำเภอฝางซึ่งเป็นต้นแม่น้ำกก จนถึงเมืองเชียงแสน นับเป็นพยานที่ดี ว่าได้มีชนชาติไทยชุมนุมกันตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณแม่น้ำกกอย่างหนาแน่น และได้ขยายตัวมีการสร้างบ้านแปงเมืองกันไม่ขาดสาย

ศูนย์กลางทางการเมือง ของไทยแห่งลุ่มน้ำกกในยุคแรก ตั้งอยู่ที่ลำน้ำแม่สายซึ่งอยู่เหนือแม่น้ำกกขึ้นไปเล็กน้อย ตำนานสิงหนวัติจดบันทึกไว้ว่า ราชวงศ์กษัตริย์ไทเมือง ชื่อสิงหนวัติกุมาร อพยพคนไทย จากนครไทยเทศในยูนนาน ลงมาตั้งอาณาจักรโยนกนาคพันธุ์ ณ บริเวณละว้านที (แม่น้ำสาย) และแม่น้ำโขง ตั้งแต่ต้นพุทธกาลก่อนได้ชื่อว่าโยนก ตำนานสิงหนวัติได้กล่าวว่า บริเวณนี้เป็นดินแดนสุวรรณโคมคำแต่รกร้างไปแล้ว

เมื่อสิงหนวัติกุมารนำไพร่บ้านพลเมืองมาจากนครไทยเทศจึงมาสร้างเมืองขึ้นใหม่ชื่อว่า สิงหนวัตินคร ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น โยนกนครไชยบุรี ราชธานีศรีช้างแสน (ช้างแสนแปลว่าช้างร้อง) และต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น เชียงแสน และเรียกพลเมืองของโยนกนครว่า ชาวยวน ตำนานเงินยางเชียงแสน ได้กล่าวถึง ปู่เจ้าลาวจก เป็นผู้ตั้งอาณาจักรเงินยาง หรือ หิรัญนคร เมื่อ พ.ศ ๑๑๘๑ เป็นยุคที่สองต่อจาก โยนกนาคพันธุ์ ซึ่งล่มสลายไปแล้ว โดยตั้งศูนย์กลางอยู่ ณ บริเวณเดียวกับ โยนกนาคพันธุ์เดิม แต่ไพร่บ้านพลเมืองส่วนใหญ่อยู่กันหนาแน่นที่ปากแม่น้ำกกสบแม่น้ำโขง อาศัยน้ำท่าที่อุดมสมบูรณ์ทำนา

การปกครองบ้านเมืองก็ใช้พื้นที่ทำนา เป็นเกณฑ์ การแบ่ง เขตเช่นแบ่งเป็นพันนา หมื่นนา แสนนาและล้านนาเป็นต้นมีเมืองเชียงแสนเป็นเมืองสำคัญและมีเมืองเล็กเมืองน้อยที่เรียกว่าเวียงเกิดขึ้นตามบริเวณ ที่ราบลุ่มแม่น้ำต่าง ๆ อีกมากมาย
 
สมัยสร้างบ้านแปงเมืองของราชวงศ์มังราย
ต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๙ บริเวณลุ่มน้ำกก มีการ "สร้างบ้านแปลงเมือง” โดยพญามังราย (พ.ศ. ๑๗๘๑-๑๘๖๐) ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์มังราย บุตรของพญาลาวเม็ง (ผู้ครองหิรัญนครเงินยาง) และพระนางเทพคำข่าย (เจ้าหญิงแห่งเมืองเชียงรุ้ง) ได้เสด็จขึ้นครองราชย์แทนพญาลาวเม็ง ที่เมืองหิรัญนครเงินยางเชียงแสนในปี พ.ศ. ๑๘๐๒ และได้ทรงย้ายราชธานีจากเมืองหิรัญนครเงินยาง (ซึ่งตั้งอยู่บริเวณเมืองเชียงแสน) มาสร้างราชธานีแห่งใหม่ที่ริมฝั่งแม่น้ำกก เมื่อ พ.ศ. ๑๘๐๕ และได้ขนานนามราชธานีแห่งนี้ว่า "เชียงราย” ซึ่งมีความหมายว่า "เมืองของพญามังราย”

จากนั้นได้รวบรวมหัวเมืองต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเครือญาติเชื้อสาย ลัวะ จักราช เช่นเมืองเชียงไร เมืองปง เมืองเวียงคำ เชียงเงิน เชียงช้าง เชียงของ ฯลฯ เข้ามาไว้ในอำนาจ รวมทั้งได้สร้าง เวียงฝางขึ้นมาในปี ๑๘๑๒ ต่อมาพระองค์ได้ขยายอำนาจสู่ดินแดนลุ่มแม่น้ำปิง สามารถยึดเมืองหริภุญชัย (ลำพูน) ได้ในปี ๒๘๑๗ และได้เมืองอังวะพุกามในปี ๑๘๓๒ โดยได้นำเอาช่างจากพุกามมาไว้ที่เชียงแสนด้วยหลังจากนั้น พระองค์จึงย้ายราชธานีมายังบริเวณลุ่มแม่น้ำปิง โดยสร้าง เมือง "นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่” เป็นราชธานี เมื่อ พ.ศ. ๑๘๓๙ และครองราชย์อยู่ที่เชียงใหม่ตลอด

โดยให้ขุนคราม ราชโอรสไปครองเมืองเชียงรายแทน เชียงรายจึงกลาย สภาพเป็นเมืองบริวารของเชียงใหม่ ภายหลังการย้ายราชธานีของพญามังรายเชียงรายก็ถูกเปลี่ยนเป็นที่ประทับของพระมหาอุปราชและในระยะต่อมาบทบาทเมืองเชียงราย ก็ถูกริดรอนลง เมื่อเชียงใหม่เกิดสงครามกลางเมืองแย่งชิงอำนาจกันเอง อาณาจักรล้านนาก็เริ่มเสื่อมและเสียเอกราชให้แก่พระเจ้าบุเรงนอง กษัตริย์พม่า เมื่อ พ.ศ. ๒๑๐๑ เมือง เชียงรายจึงตกอยู่ใต้อำนาจการปกครองของพม่านานถึง ๒๐๐ ปี โดยในระหว่างที่พม่าเข้ามามีอำนาจนั้นพม่าได้ฟื้นฟูเมืองเชียงแสนเป็นเมืองสำคัญในการปกครองของหัวเมืองเหนือ
 
สมัยเป็นเมืองบริวารต้นกรุงรัตนโกสินทร์
ต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๔ สมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี อาณาจักรไทยได้ทำสงครามกับพม่าหลายครั้ง จนบรรดาผู้นำของคนไทยตอนเหนือ เช่น พญาจ่าบ้าน พญากาวิละ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากพระเจ้ากรุงธนบุรี ได้ทำการต่อสู้กับพม่าที่เรียกว่า "ฟื้นม่าน” เพื่อช่วยขับไล่พม่าออกไปจากล้านนาไทย แต่ก็ยังไม่สำเร็จ ต่อมาพญากาวิละ เป็นผู้มีบทบาท มากในการเกลี้ยกล่อมให้บรรดาเมืองต่างๆ ในล้านนาร่วมมือกันต่อสู้พม่า

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงเห็นความสำคัญของอาณาจักรล้านนาไทย จึงทรง สนับสนุนให้ทัพมาช่วย และโปรดเกล้าสถาปนาเชียงใหม่ขึ้นเป็นประเทศราช และแต่งตั้งให้พญากาวิละเป็นพระเจ้ากาวิละ ครองเมืองเชียงใหม่ ต่อมาใน พ.ศ. ๒๓๔๗ พระเจ้ากาวิละ ได้ยกทัพไปตีเมืองเชียงแสนและกวาดต้อนผู้คนบริเวณเมืองต่างๆ ออกไปทั้งหมด ทำให้เมืองต่างๆ รวมทั้งเมืองเชียงรายกลายเป็นเมืองร้าง ในปี พ.ศ. ๒๓๘๖ ตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมืองเชียงรายได้รับการฟื้นฟูบูรณะขึ้นอีกครั้ง มีฐานะเป็นเมืองบริวารของเชียงใหม่ โดยมีเจ้าหลวงธรรมลังกา เป็นเจ้าเมืององค์แรก และนับแต่ปี พ.ศ. ๒๔๐๐ เป็นต้นมา การปกครองเมืองเชียงราย ในฐานะเป็นเมืองบริวารของเมืองเชียงใหม่ ประกอบด้วยเชื้อพระวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ ที่เรียกว่า "เจ้าขัน ๕ ใบ” เป็นคณะปกครองเมืองเชียงราย ประกอบด้วย เจ้าหลวง พระยาอุปราช พระยาราชวงศ์ พระยาราชบุตร และพระยาบุรีรัตน์ เป็นผู้ปกครอง

นอกจากนี้ยังมี "เค้าสนามหลวง” ประกอบด้วยเจ้านายขุนนางชั้นสูง ทำหน้าที่ปกครองบ้านเมือง และ เมืองเชียงราย มีเจ้าหลวง และเจ้านายบุตรหลานเชื้อสายราชวงศ์เจ้าเจ็ดตนปกครอง เป็นระยะเวลานานถึง ๖๐ ปี (พ.ศ. ๒๓๘๖-๒๔๔๖) จนมีการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ในสมัยรัชกาลที่ ๕
 
สมัยการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาล
สมัยรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงดำเนินนโยบายสร้างความเป็นเอกภาพทางการเมือง โดยค่อย ๆ ริดรอนอำนาจของเจ้าผู้ครองนคร พยายามไม่ให้ เกิดความขัดแย้งในการดึงอำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง นับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๒๗ จนถึง ๒๔๔๒ ได้ประกาศจัดตั้งมณฑลพายัพ และเป็นการยกเลิกหัวเมืองประเทศราชล้านนาไทย ทำให้ ล้านนาไทยเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรอย่างแท้จริง ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๓๖-๒๔๕๓ รัฐบาลได้ส่งข้าหลวงคือ พ.ต. หลวงภูวนาทนฤบาล มาดูแลเมืองเชียงราย โดยให้รวมเมือง เชียงราย เมืองฝาง เวียงป่าเป้า เมืองพะเยา แม่ใจ ดอกคำใต้ แม่สรวย เชียงคำ เชียงของ ตั้งเป็นหัวเมืองจัตวา เรียกว่า "เมืองเชียงราย” อยู่ในมณฑลพายัพ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๖ ได้มีการยกเลิกการปกครอง แบบมณฑลเทศาภิบาลเมืองเชียงรายจึงมีฐานะเป็นจังหวัด โดยเมืองฝางถูกแยกเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ จนถึงปี พ.ศ. ๒๕๒๐ อำเภอพะเยาพร้อมกับอีก ๖ อำเภอบริวาร จึงถูกยกฐานะเป็นจังหวัดพะเยา ปัจจุบันจังหวัดเชียงรายแบ่งการปกครองออกเป็น ๑๖ อำเภอ ๒ กิ่งอำเภอ
อาณาเขต และ ภูมิประเทศ
 
ทิศเหนือ
ติดต่อกับ ประเทศเมียนม่าร์ และประเทศสาธารณรัฐ ประชาธิปไตยประชาชนลาว
 
ทิศใต้
ติดต่อกับจังหวัดลำปาง และจังหวัดพะเยา
 
ทิศตะวันออก
ติดต่อกับประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และ จังหวัดพะเยา
 
ทิศตะวันตก
ติดต่อกับ ประเทศเมียนม่าร์ และจังหวัดเชียงใหม่
 
ภูมิประเทศ - ภูมิอากาศ
สภาพภูมิประเทศ เชียงรายมีภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสูงในทวีปตอนเหนือของประเทศ (North Continental Highland) มีพื้นราบสูงเป็นหย่อมๆ ในเขตอําเภอแม่สรวย เวียงป่าเป้า และเชียงของ บริเวณเทือกเขาจะมีความสูงประมาณ ๑,๕๐๐ - ๒,๐๐๐ เมตร จากระดับน้ำทะเล บริเวณส่วนที่ราบตามลุ่มแม่น้ำสําคัญในตอนกลางของพื้นที่ ได้แก่ อําเภอพาน เมือง แม่จัน แม่สาย เชียงแสน และเชียงของ มีความสูงประมาณ ๔๑๐ - ๕๘๐ เมตร จากระดับน้ำทะเล
 
สภาพภูมิอากาศ
ฤดูร้อน ประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์ กลางเดือนพฤษภาคม มีอุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ย ๓๖.๔๔ องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด ๓๙.๔ องศาเซลเซียส เมื่อวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๕๓ และอุณหภูมิเฉลี่ย ๒๕.๘๓ องศาเซลเซียส

ฤดูฝน
ประมาณกลางเดือนพฤษภาคม กลางเดือนตุลาคม ๒๕๕๒ เดือนที่มีฝนตกมากที่สุด คือ เดือนพฤษภาคม ๒๕๕๒ ปริมาณ ๓๘๗ มิลลิเมตร ในปี ๒๕๕๒ มีฝนตกทั้งปี ๑๑๗ วัน ปริมาณฝนรวม ๑,๖๒๕ มิลลิเมตร

ฤดูหนาว อยู่ในช่วงกลางเดือนตุลาคม ถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ อุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ย ๑๒.๗ องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด ๑๐ องศาเซลเซียส วันที่ ๒ มกราคม ๒๕๕๓ และ ๑๙ มกราคม ๒๕๕๓
 
ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด
เงินฝากและสินเชื่อ ในเดือนกรกฎาคม ปี ๒๕๕๓ จังหวัดเชียงรายมีธนาคารรวม ๖๖ สาขา มีเงินฝาก จํานวน ๓๙,๐๐๐ ล้านบาท แยกเป็นเงินกระแสรายวัน ๑,๒๙๗ ล้านบาท เงินฝากประจํา ๑๖,๑๒๒ ล้านบาท และเงินออมทรัพย์ ๒๑,๕๘๑ ล้านบาท เงินสินเชื่อ รวม ๒๖,๘๙๑ล้านบาท แยกเป็นเงินให้สินเชื่อเบิกเกินบัญชี ๕,๑๑๐ ล้านบาท เงินให้กู้และอื่นๆ ๑๔,๔๔๐ ล้านบาท และตั๋วเงิน ๗,๓๔๑ ล้านบาท
 
สถานประกอบการ
จังหวัดเชียงรายมีสถานประกอบการ ณ วันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๓ แบ่งเป็นห้างหุ้นส่วน ๑๕๘ ราย บริษัทจํากัด ๙๙ ราย นิติบุคคลรวมทั้งสิ้น ๒๕๗ ราย
 
อุตสาหกรรม
จังหวัดเชียงราย มีโรงงานที่ขึ้นทะเบียนกับสํานักงานอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงราย (ยอดรวมสะสมถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๒) รวมทั้งสิ้น ๘๐๑ โรงงาน เงินลงทุนรวม ๘,๖๘๒ ล้านบาท มีแรงงาน รวม ๑๓,๗๙๕ คน ส่วนใหญ่เป็น อุตสาหกรรมการเกษตร

รองลงมาคือ อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมอโลหะประเภทก่อสร้าง โรงงานที่มีมากที่สุดคือ โรงงานสีข้าว อําเภอเมืองเป็นอําเภอที่มีโรงงานตั้งอยู่มากที่สุด รองลงมาคือ อําเภอแม่จัน,อําเภอแม่สาย ประเภทอุตสาหกรรมที่สําคัญได้แก่ อุตสาหกรรมการเกษตร จํานวน ๒๒๓ โรงงาน เงินลงทุน ๓,๐๒๐ ล้านบาท

อุตสาหกรรมการเกษตรที่สําคัญได้แก่ โรงสีข้าว รองลงมาคือ กิจการบ่มใบชา, บ่มใบยาสูบ อบเมล็ดพืช อุตสาหกรรมรองลงมาคือ อุตสาหกรรมอาหาร มีโรงงานจํานวน ๑๐๐ โรงงาน เงินลงทุน ๑,๙๕๖ ล้านบาท และอุตสาหกรรมอโลหะ จํานวน ๑๐๓ โรงงาน เงินลงทุน ๕๓๕ ล้านบาท
 
การค้าชายแดน
ในปี ๒๕๕๓ การค้ากับประเทศเพื่อนบ้านด้านจังหวัดเชียงราย ซึ่งประกอบด้วยสาธารณรัฐประชาชนจีน (ตอนใต้ สหภาพพม่า และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มีมูลค่าการค้ารวม ๑๔,๔๐๐.๒ ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน ๖๘๖.๓ ล้านบาท หรือร้อยละ ๕.๐ โดยมูลค่าการนำเข้ารวม ๒,๖๐๓.๑ ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน ๙๗.๗ ล้านบาท หรือร้อยละ ๓.๙ สินค้านําเข้า ได้แก่ ไม้ซุงสินค้าเกษตร (ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถ่านหินลิกไนต์ ซองใส่มือถือ มูลค่าการส่งออก ๑๑,๗๙๗.๐ ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน ๕๘๘.๖ ล้านบาท หรือร้อยละ ๕.๒ สินค้าส่งออก ได้แก่ สินค้าเกษตร (ยางพารา อุปกรณ์ไฟฟ้า สินค้าอุปโภค-บริโภค น้ำมันปาล์ม เหล็ก สินค้าเชื้อเพลิง ปูนซิเมนต์ อาหารและเครื่องดื่ม
 
 
 
 
 
 
สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
 
 
 
 
สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย